ผมแค่อยากจะคุย

“ ผมไม่ได้อยากสัมภาษณ์ ผมแค่อยากจะคุย”

เป็นประโยคเปิดฉากแรกๆที่ผมใช้ประจำในการสำรวจผู้คน เพื่อไม่ให้ใครตื่นตกใจเวลามีสื่อมวลชนเข้าหา จำได้ว่าการทำงานสารคดีชิ้นแรกของผมคือ การต้องเดินเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้าสักคน ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่าจะชวนคุยเรื่องอะไร

ความจริงเราไม่ต้องเตรียมการอะไรมากมาย กับการที่จะเข้าไปคุยกับใครสักคนที่เราสนใจ ยกเว้นผมเองที่ไม่ถนัดกับการเข้าสังคม

ผมชอบคิดแทนคนอื่น ว่าถ้าเป็นเราคงหลบเลี่ยงถ้ามีใครสักคน(ที่ไม่รู้จัก)เข้ามาทักทาย แต่ที่ผมผ่านงานสารคดีมาได้ตลอดรอดฝั่ง มันเกิดจากความพยายามและฝึกฝน

เริ่มหัดคบค้าสมาคมตั้งแต่ตอนทำงานแวดวงสารคดี ผมต้องไม่กลัวในการทำความรู้จักพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดฝนใต้ป้ายรอรถเมล์ คนที่กำลังรอคิวในโรงพยาบาล คนที่บังเอิญนั่งกินก๋วยเตี๋ยวโต๊ะเดียวกัน ฯลฯ

ชีวิตคือการเรียนรู้

ซึ่งแน่นอนครับ ผมไม่ได้คิดว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นเรื่องงานเลย แต่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ต้องเรียนรู้ ไอ้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าเนี่ย มันไม่ได้ยากเลยนะครับ เพียงแต่ในขั้นต้นผมก็รู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง (ผมมั่นใจว่าเป็นกันทั้งสองฝ่าย) เพราะคนแปลกหน้าที่ผมหมายถึงนี่ คือคนที่ปกติคุณต้องไม่เคยคิดฝันจะไปทำความสนิทสนมด้วยแน่ๆ อาทิเช่น สามล้อที่เป็นเซียนหมากฮอส คนเก็บของเก่าที่ชอบใส่นาฬิกาข้างละหลายเรือน ช่างเย็บผ้าที่แต่งตัวเหมือนอยู่ในงานฮาโลวีน ฯลฯ

การเคารพความคิดเห็นจากผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ

หัวข้อที่ใช้ในการสนทนา ควรจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม ซึ่งเราก็ต้องสังเกตว่าเขาน่าจะพอใจ เพราะฝันร้ายของการทำสารคดีคือการคุยกับฝ่ายตรงข้ามแล้วถามคำตอบคำ หรือประหม่านิ่งเงียบแล้วตอบว่า… ไม่รู้

ยกตัวอย่างเช่น ผมเข้าไปพุดคุยกับคนเก็บของเก่า เก็บขยะไปขาย ผมก็จะไม่คุยเรื่องการเมือง หรือเรื่องที่สลับซับซ้อน แต่ผมจะถามถึงเรื่องในชีวิตประจำวัน วิธีการทำงาน ความเป็นอยู่ของเขา ซึ่งคำตอบที่ได้ก็จะเป็นความจริงที่เขายินดีจะมอบ

ต้องมีศิลปะในการเจรจา

การแต่งตัวและการวางตัวในการทำสารคดีก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ต้องไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่น หรือแปลกแยก คนที่เป็นนักสารคดีที่ดีต้องมีความกลมกลืน มีกาลเทศะ เวลาผมจะไปสัมภาษณ์คนเก็บขยะ ผมจะไม่แต่งตัวภูมิฐาน เพราะอาจทำให้เขาเกิดอาการเกร็งหรือประหม่า

การใช้ถ้อยคำน้ำเสียงก็สำคัญ มีผลต่อความรู้สึกโดยตรง ควรมีน้ำเสียงและท่าทางที่กระตือรือร้น ตลอดไปจนถึงการเลือกอุปกรณ์การผลิตสารคดี เช่นกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวีดีโอ ไมโครโฟน และขาตั้งกล้อง เอาให้ถนัดแนบเนียน ไม่ควรใหญ่เทอะทะน่ากลัว คุณลองคิดดู จู่ๆมีใครไม่รู้เอากล้องวีดีโออันเบ้อเริ่มมาจ่อตรงหน้า แล้วยิงคำถามใส่ฉอดๆ ฝ่ายตรงข้ามไม่ตกใจก็บ้าแล้ว

สารคดีต้องมีความเป็นธรรมชาติ ต้องมีความเป็นจริงมากกว่าข่าว

เพราะข่าวมีการนำเสนออย่างเป็นทางการ ในขณะที่สารคดีไม่เป็นทางการ เมื่อตาสีตาสารู้ว่ากำลังจะกลายเป็นบุคคลในข่าว ตาสีตาสาก็จะพยายามควบคุมตัวเอง เพราะโดยปกติผู้คนมักอยากให้ตนดูดีต่อหน้ากล้องเสมอ เนื่องจากมีการถ่ายทอดเหตุการณ์ออกไปสู่สาธารณะ

ผมชอบการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอทำสารคดีกับชาวบ้านและคนระดับล่างทั่วไป (ระดับเดียวกับผมนั่นแหล่ะ) เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีความเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองมากกว่าคนในเมือง คนที่มีการศึกษา หรือคนที่ประกอบอาชีพด้วยการตอบคำถาม

สารคดีต้องทำด้วยความตั้งใจและเข้าใจ

คนที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาดีพอ จะไม่สามารถจับประเด็น และควบคุมทิศทางของสารคดีได้ จึงมักทำให้สารคดีสะเปะสะปะล้มเหลวได้แต่มองตาปริบๆ

ยกตัวอย่าง เหมือนการสารภาพรักกับใครสักคน พอเจอหน้าเขาปุ๊บ คุณจะยังไม่บอกกับเขาโต้งๆใช่ไหม ว่าคุณคิดยังไง คุณก็จะชวนเขาคุยไปเรื่องอื่น ค่อยๆเผยความรู้สึกในใจ แต่มันก็ยังอยู่ในหัวข้อที่คุณกำลังจะบอกรักเขาใช่ไหม คุณต้องไม่ลืม พอเขาเริ่มจะคล้อยตาม คุณก็ถึงจะค่อยสารภาพ โป๊ะเช๊ะ! เนื้อหาสารคดีเป็นแบบนี้เลย

สารคดีมีหลากหลายประเภท

ทั้งสารคดีเชิงข่าว สารคดีชวนเชื่อ สารคดีความรู้ สารคดีบันเทิง ฯลฯ แล้วแต่ใครจะแยกย่อย สำหรับ ภาพชีวิต บอกได้เต็มปากเลยว่าเป็นสารคดีแนวบันเทิงครับ เพราะผมอยากให้ทุกคนสัมผัสสารคดีด้วยความสนุก ยืนยันว่าชีวิตเป็นเรื่องสนุก ถึงแม้จะมีความทุกข์บ้างก็ตาม เพราะความทุกข์คือสีสันอย่างหนึ่งของชีวิต ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องราวทุกอย่างเป็นความสุขสนุกสนานได้ แม้โดยเนื้อแท้มันจะเศร้าเหลือเกิน

การกำกับงานสารคดี

อย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่า งานสารคดีต้องมีการควบคุมและกำหนดทิศทาง ผู้กำกับงานสารคดีที่ดีจะไม่ปล่อยให้ผลงานออกมาตามยถากรรม เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องคำนึงในการนำเสนอ เช่น งบประมาณ ระยะเวลา การผลิต การเผยแพร่ ฯลฯ ผู้กำกับใช้การถ่ายทำและการตัดต่อในการเปลี่ยนอารมณ์ สรรหาดนตรีประกอบ มันคือศิลปะในการนำเสนออย่างหนึ่ง ใครที่บอกว่างานสารคดีไม่มีการกำกับนั้นไม่มีทางเลย ซึ่งการกำกับจะเป็นการบ่งชี้ว่าสารคดีนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

คุณจะสังเกตได้ว่าสารคดีบางเรื่องบางเรื่องสนุกสุดเหวี่ยง แต่บางเรื่องดูแล้วอยากบรรทม ตรงนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้กำกับ ต่อให้เป็นสารคดีเนื้อหาเดียวกัน แต่ถ้าผู้กำกับเลือกถ่ายทอดออกมาไม่เหมือนกัน มันก็จะแตกต่าง และชี้เป็นชี้ตายสารคดีเรื่องนั้นได้เลย.

Advertisements

One Man So

การทำสารคดีสักเรื่อง ก็ไม่ต่างจากการจับเสี้ยวชีวิตของใครสักคนมานำเสนอ

ผมเป็นนักสารคดีประเภท วันแมนโซ (คือหิวโซ ลำบากอยู่คนเดียว) คิดเองเออเอง ควบคุมและออกแบบงานสารคดีทั้งหมดด้วยตนเอง
ไม่ใช่ว่าเก่งกาจ แต่เป็นเพราะสารคดีที่ผมทำมันทุนต่ำ ผมหาคนมาช่วยไม่ได้ อย่างสารคดีบางเรื่องต้องถ่ายทำในที่ไม่โสภา ในแหล่งเสื่อมโทรม ค่ำมืดดึกดื่น ตี๒ ตี๓ มันลำบาก และมันลำบากจริงๆที่จะหาใครมายอมลำบากด้วย

ถ้ามีทีมงานทำสารคดี มันก็ย่อมดีกว่าทำงานคนเดียว เพราะว่าคุณจะเหนื่อยน้อยกว่า และจะได้งานที่มีคุณภาพมากกว่า

แต่จากประสบการณ์การทำสารคดีคนเดียวมาตลอดหลายปี ผมค้นพบว่ายังมีข้อดีมากมาย เช่น ผลงานที่ได้มาจากแก่นแท้ของคุณคนเดียว ถ่ายทอดรูปแบบของคุณคนเดียว มีความคล่องตัวสูงเพราะทำงานคนเดียว และสุดท้ายคุณอาจได้ชื่นชมกับสารคดี…. คนเดียว (ฮา)

เพราะว่าสารคดีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงแม้ผมจะทำงานสารคดีคนเดียวตามเรื่องตามราวที่บ้านเกิด(โคราช) ทำอย่างอัตคัดขัดสนอย่างไรก็ตาม แต่ผมก็พยายามทำมันออกมาให้เป็น สารคดีที่ดี

นิยามของสารคดีนั้น แม้สารคดีไม่จำเป็นต้องมีสาระ มีการปรุงแต่งได้ แต่แก่นแท้ของสารคดีต้องมี ความจริง เพราะความจริงเป็นสิ่งที่ดี

สารคดีที่ดีจึงต้องสะท้อนภาพความจริง

การจะทำสารคดีให้ออกมาดีนั้น ขึ้นอยู่กับบุคลิกของคนทำว่าเป็นคนช่างสังเกต ช่างค้นหาคำตอบด้วยตนเองหรือเปล่า

แล้วผมกำลังค้นหาอะไร?
ผมกำลังค้นหาคำตอบของชีวิตครับ

ตัวผมเองสงสัยอยู่เสมอว่า “ คนเราเกิดมาทำไม?”
ผมจึงออกเดินทางค้นหาคำตอบเหล่านั้น ไม่ได้ไกลโพ้นซับซ้อน แค่สำรวจผ่านบุคคลทั่วไปและตนเอง โดยอาศัยงานสารคดีบังหน้า

แค่นี้ก็เป็นสารคดีแล้วครับ!!

ส่วนเรื่องของวิธีการผลิต อุปกรณ์ เทคนิคต่างๆ เป็นแค่ปัจจัยภายนอก เรียนรู้เอาตามประสบการณ์และฐานะ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้

คุณอาจจะมีคำถาม?
สารคดีสำคัญที่คำถาม เพราะโลกนี้มีคำถาม จึงมีคำตอบให้ค้นหา และคำตอบที่ได้จากแต่ละบุคคลแต่ละสถานที่ก็ไม่เหมือนกัน เป็นคำตอบที่ไม่มีผิดหรือถูก คำตอบในสารคดีจึงมักเป็นคำตอบปลายเปิด

ผมถนัดกับการตั้งคำถามผู้อื่น แต่ตัวผมเองก็เคยได้รับคำถามเช่นกัน

ในการทำงานสารคดี มักมีคำถามกลับมายังผู้สร้างในลักษณะที่ว่า ได้ให้เงินเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถูกถ่ายทอดหรือไม่ หรือได้รับเงินจากผู้ถ่ายทอดบ้างไหม

เพราะบางท่านมีความคิดว่าการจะทำสารคดีได้นั้น ต้องมีการใช้สิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยน
ขอตอบว่า ผมให้สิ่งตอบแทนในการทำงานสารคดีเพียงอย่างเดียวคือ น้ำใจ

น้ำใจของผมคือ การขอบคุณ ให้เกียรติทุกคนทั้งที่ช่วยเหลือ และไม่ช่วยเหลือผม

เอ็มสปอร์ต ๒ ขวด บุหรี่ ๑ ซอง ค่ารถค่ารา เลี้ยงข้าวเที่ยง,ข้าวเย็น ให้คำแนะนำถามไถ่ ฯลฯ นั่นคือ น้ำใจ
น้ำใจ แม้ไม่มากนักแต่ก็ดับกระหายได้

ทว่า น้ำใจในการทำสารคดีด้วยการรับฟังผู้อื่นด้วยความตั้งใจและสนใจ คือน้ำใจที่ดีที่สุด

ผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า โดยปกติผมไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์สูง อัธยาศัยดี รักและพร้อมจะเข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจกับทุกคนในโลกใบนี้

แต่สันดานเดิมผมเป็นคนค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบเตร็ดเตร่ไปไหน ถ้ามีเวลาว่างชอบอยู่บ้านนอนอ่านหนังสือคนเดียว

ผมเป็นแค่คนธรรมดา ที่มีความขี้เกียจ หวาดระแวง เก็บความสงสัยในใจเสมอ

ณ ขณะนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่เลยว่า ทำไมสารคดีถึงทำให้ผมเปลี่ยนไป.

งานประกวดสารคดี

เหตุการณ์สำคัญในชีวิตผมเริ่มขึ้นเมื่อปี 2007

พ.ศ.2550 หลังจากที่ผมลาออกจาก บ.โคราชเคเบิล KCTV ไปทำงานเป็นพนักงานตัดต่อรายการ คนค้นคน บ.ทีวีบูรพา ได้สามเดือนแล้วหนีออกมา (ไม่ผ่านโปร)

ท่ามกลางความเคว้งคว้าง สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตก็คือ สารคดี ผมเขียนบทความสารคดีให้เพื่อนที่ทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นโคราช

ขณะเขียนคอลัมน์ ค้นโคราช เกี่ยวกับเรื่องราวของสามล้อผู้เชื่อว่าตัวเองรักษาเอดส์ได้ ลงใน หนังสือพิมพ์โฟกัส โคราช ด้วยความเร่งรีบเพราะพรุ่งนี้ต้องปิดต้นฉบับ นึกแปลกใจเรื่องราวเกี่ยวกับเซียนหมากฮอสไหงไปจบลงด้วยโรคร้าย เมื่อไม่เคยสัมผัสผู้ติดเชื้อในระยะประชิดมาก่อน ความจริงจากปากไสวผมเชื่อครึ่งเดียว เขามาบอกว่าแฮบปี้กับชีวิตนี่ยังไงผมก็ว่าตอแหล

เหมือนมีอะไรมาดลใจ บังเอิญได้รับรู้ข่าวการประกวดฯ (โครงการประกวดสารคดีของ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ aids access ชื่อโครงการ หนังม่านรูด 3 ) ตรงความสนใจของผมพอดี จากที่ไม่อยากจะแข่งขันกับใคร ก็เอาวะ ลองดูหน่อยไม่เสียหาย (ถ้าได้รับเลือกมีทุนให้ไปทำ)

ลงชื่อสมัครทางเนตเพื่อเข้าร่วม ช่วงเช้ามาสายเพราะหลงทาง รำคาญตัวเองจนเกือบหันหลังกลับโคราชรอมร่อ สุดท้ายไปถึงจุดหมายสำเร็จ (โรงแรม ปรินส์ตันปาร์ค แถวศูนย์ไทยญี่ปุ่น ดินแดง) การอบรมสองวันจากพี่ๆวิทยากรน่าประทับใจเกินคาด ทัศนคติเกี่ยวกับเอดส์ของผมเรียกว่าพลิกจากหลังตีนเป็นหน้ามือทีเดียว

ได้หยิบ ค้นโคราช มาเขียนเป็นโครงเรื่องสารคดีส่งประกวดนับว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง

ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 9 ผู้รับทุนทำสารคดีนับว่าเป็นโอกาสอย่างสอง

ทุน 23000 บาท จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ฯ ผมใช้ไปกับการผ่อนกล้องวีดีโอ MiniDV และเป็นค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำสารคดี ความยาวไม่เกิน 20 นาที

ระยะเวลา 3 เดือนที่ถ่ายทำจนแล้วเสร็จ และได้ฉายเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ (ปลายเดือน ต.. 2550) เป็นช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจยึดอาชีพ เป็นคนทำงานสารคดี

aids access

1.โครงการประกวดหนังม่านรูด 3 Staying Positive (หัวข้อที่กำหนดในปีนั้นคือ สารคดี)

2. วันที่ 26-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 work shop เติมความรู้แก่ผู้แข่งขันโดยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ที่ โรงแรม ปรินส์ตันปาร์ค

3. วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2550 work shop การถ่ายทำสารคดี ณ สมาคมนักเรียนคริสเตียน

4. ดีใจหลังจากได้รับเลือกให้ทุนในการทำสารคดีเรื่อง ไสวยังไหว

ไสวยังไหว

ลอบเข้าไปแทรกซึมวงหมากฮอสเยื้องอนุสาวรีย์คุณย่าได้ราว 2-3 วัน กีฬาหมากกระดานยอดนิยมของไทยคนกลุ่มหนึ่งเล่นอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขามีกันหลากอาชีพ หมอดู, คนว่างงาน, เก็บของเก่า, ขี้เหล้า ฯลฯ พวกเขาชอบวางเดิมพันเล็กน้อย สบอารมณ์เล่นตามใจหลังเที่ยงคืนจรดเช้า

 เป็นไหม? ผมได้รับคำชวนทำนองนี้จากคนในวงบ่อยครั้ง แม้มั่นใจว่าเล่นหมากฮอสได้ห่วยพอที่จะไม่กล้าวัดฝีมือกับใคร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเท่าพวกเขาอยากจะกินหมู (ฮา) ความเรียบง่ายของเกมกีฬาเปี่ยมเอกลักษณ์นี้ หลังการอธิบายเพียงเล็กน้อย ผู้ไม่เคยเล่นมาก่อนสามารถเป็นทันที เดินหมากตาทแยงบนพื้นสี่เหลี่ยมจตุรัสตีตาราง 64 ช่อง ด้วยอุปกรณ์ใกล้มือ ใช้เวลาเล่นแต่ละกระดานไม่นานนัก

wai1

อาจหลุดจากขุมไหน แต่ถ้าประจำฝั่งหนึ่งของกระดานแล้วอวดความสามารถให้ประจักษ์ คุณย่อมได้รับการบูชาปานเทพจำแลง(!?) คนเราควรศรัทธากำลังภายในมากกว่าภายนอก ผมชื่นชอบความรู้สึกเช่นนั้น ในหมู่พวกเขาจึงได้พบกับ ไสว หรือ เซียนไหว สมญาที่คอหมากฮอสเมืองย่ามอบให้ ผู้เผยว่าพรสวรรค์เป็นเพียงส่วนประกอบ สำคัญต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน

รุ่น 20 ระหกระเหินจากนครพนมบ้านเกิดไปตกยากที่อุบลราชธานี เขามีความรู้เพียงชั้นป. ๒ ต้องปั่นสามล้อตั้งแต่บัดนั้น ไม่คิดมากถ้าเป็นอาชีพอิสระแล้วยังได้ออกกำลังกายทุกวัน สมัยก่อนผมน่ะเป็นคนโคตรโง่ โง๊ โง่อย่างไม่อายใคร การเล่นหมากฮอสทำให้พอฉลาดขึ้นบ้าง

แม้จะสมองตันสักปานใด เกมกีฬาเล่นกันในยามว่างของเหล่าสารถีกลับก่ออิทธิพลต่อไสวไม่ยาก เขาเล่นจริงจังเพราะอยากทันคน ลองผิดลองถูกไปเรื่อย อาศัยจดจำกระบวนหมากจากยอดฝีมือ และเมื่อผลแห่งความตั้งใจสุกงอม ห้าปีต่อมาเขากลายเป็นสามล้อฝีมือฉกาจ ยากหาคู่เปรียบในเชิงหมาก กระทั่งเพื่อนฝูงทะลึ่งเล่าว่า สามล้อโคราชมีฝีมือปานเทวดา ไสวก็เหมือนบ้าจี้ รีบกระโดดจับรถไฟทันที

ถึงโคราชไม่พ้นเช่าสามล้อทำกิน พอตั้งหลักได้สักหน่อย ก็อยากเทียบมือเซียน สิงห์นักปั่นเผย อ้วน ปะยางแห่งวัดม่วงคือที่สุดของที่สุด และไสวไม่พ้นแพ้ขาด อ้วน ปะยางไล่ผมให้ไปแก้หมากของ เข สี่ล้อก่อน หมอนั่นรองลงมาจากเขา ไสวในวันนี้ยิ้มเย็น เพราะความทรงจำช่างเหน็บหนาวดังคาด……. ทั้งพยายามแล้วพยายามอีกก็ยังแพ้แล้วแพ้อีก รู้สึกตัวอีกทีอายุปาเข้าไป ๔๐ ขวบนั่นแหล่ะถึงพอจะวัดเข สี่ล้อได้

“ผมมาเหวี่ยงอ้วน ปะยางลงตอนอายุ ๕๐ มั้ง” เขาภาคภูมิใจ

ตามกฎยุทธจักรหมากฮอส ชีวิตสว่างไสวราวนิยายกำลังภายใน กว่าจะถึงวันนี้ที่รอคอยเป็นอยู่อย่างไร ก็ไม่พ้นกินนอนบนสามล้อเช่นเดิม

“เซียนจะอ่านรูปหมากบนกระดานดักไว้ทุกทาง เดินเพียงหนึ่งตากำหนดแพ้ชนะ  หมากฮอสคือการวางกลไก เซียนจะคิดจนตัวสุดท้าย จากดินถึงดวงดาว ผมจะบังคับให้คุณแพ้”

ไสวให้ผมทดลองกับตัวเอง ผมไม่รีรอฉวยโอกาส การจะได้ประมือกับเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกวันนี้เขาในวัย 55 แทบไม่เล่นกับใคร เพราะไม่มีคนกล้าเล่นจึงต้องเล่นกับตัวเอง วิสัยเขาไร้เมตตา จะเล่นเต็มกำลังทุกครั้ง เดินก่อนได้อาวุธเยอะ เดินหลังเป็นฝ่ายรับ เซียนหมากฮอสอธิบาย ผมชักเกร็ง

ยื่นเอ็มสปอร์ตเครื่องดื่มเกลือแร่ตามคำขอเป็นรางวัล เมื่อครู่ เซียนไหว ทำล็อกพิสดารให้ชม มายากลชัดๆ เดินไม่กี่ตาเขากินผมสี่ต่อก่อนเข้าฮอสสบายใจเฉิบ หมดข้อสงสัยว่าถูกควบคุมโดยมือที่มองไม่เห็น และไสวมองผมเสียทะลุ คิดว่าเล่นอีกกี่หนผลก็ยังออกมาคงเดิม…….

wai2

ตำนานคลั่งของเขาไม่อาจจบ กับคำถามที่ใครต่อใครบังคับตอบ หมากกระดานต่อมาร้ายแรงถึงชีวิต วัย 43 เดินผิดตา จากการเที่ยวผู้หญิงเป็นอาจิณ ไสวคิดว่าตนติดเอดส์

 “ใช่ครับ ผมเคยเป็นเอดส์ เกือบตาย”

ข่าวลือหน้าลานคุณย่าล้วนมีมูล เซียนไหวมีวิธีเอาชนะเอดส์ เขาแก้เกมกระดานนี้ยังไง ฟังคำอธิบาย

“ผมเคยได้ยินเขาอบรมว่า เอดส์ไม่ติดต่อกันทางยุง ผมเลยคิดว่าในยุงมันต้องมีอะไรแน่ๆ”

หลังกลับจากการไปเที่ยวผู้หญิงต่างเมืองไม่นาน ไสวก็ล้มหมอนนอนหงายเมีอาการป่วยไข้รุนแรงตัวเหลืองตาเหลือง ท้องร่วงกินอะไรเข้าไปก็รั่วออก ในเวลาต่อมาได้ข่าวว่าหญิงนางนั้นชิงตายล่วงหน้า เซียนไหวสงสัยจะไม่ไหว เขานอนตากยุงอยู่ข้างศาลากลางด้วยจิตอธิษฐานให้ช่วยดูดพิษเอดส์ และกลัวไม่ได้ผลจึงลองเป็นห่านฟ้ากินยุงอีกวิธี

ไสวรอดตายราวปาฏิหาริย์!! ทุกวันนี้เขาร่างกำยำกล้ามปานกบ ผ่านมา 10 ปี เคยกลับมาทรุดด้วยเอดส์อีกครั้ง (จากการเที่ยวผู้หญิงไม่ป้องกันเช่นเคย) มันทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ระคายผู้มีสติแกร่งกล้าเช่นเขา

“คราวนี้ใช้วิธีดีกว่าเดิม ผมช้อนลูกน้ำมาใส่ไว้จนเต็มกระป๋อง แล้วใช้ผ้าขาวมัดปิดปากฝาไว้ พอลูกน้ำกลายเป็นยุงผมก็เทน้ำออกเอายุงที่ได้มาปั้นเป็นก้อนสักประมาณลูกกลอน ยัดลงไปในขวดเอ็มสปอร์ต หมักไว้สักอาทิตย์ให้มันทำปฏิกิริยากันจนน้ำเอ็มสปอร์ตเป็นสีขาวใส ยกขึ้นกินพร้อมออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เอดส์ก็จะถูกขับออก….. ถ้าไม่เชื่อไปถามชาวบ้านแสนพัน อำเภอธาตุพนมได้เลย ผมเคยไปรักษามาแล้ว พวกนั้นเรียกผมว่า อาจารย์ไหว

wai3

ผมยิ้มแหย พยายามคิดว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ติดเอดส์จริงๆก็ได้ หรือถ้าเป็นจริงต้องมีการดูแลรักษาตัวเองดีมาก ไสวชวนผมเล่นหมากฮอสกระดานต่อไป แต่ก่อนหน้านั้นเขาเปิดใต้เบาะสามล้อพร้อมหยิบบางสิ่งออกมา

 “ผมรับฉีดจู๋ด้วย” ไสวอวดปึกรูปถ่ายอวัยวะเพศซึ่งใหญ่จนน่ากลัว ผมตั้งสตินานกว่าจะเข้าใจ

 นี่เองคือรายได้อีกประตูของเขา ด้วยเทคนิคการฉีดน้ำมันมะกอกขวดละสิบสองกับส่วนผสมลึกลับ(ไสวไม่เปิดเผย) จ่ายเพียงพันบาทคุณก็จะได้ยกเครื่องใหม่ให้สาวกรี๊ด หยิกแก้มตัวเองเผื่อจะตื่นจากฝัน ชายคนนี้นอกจากจะเป็นเซียนหมากฮอสผู้พิชิตเอดส์แล้ว ยังรับจ๊อบน่าเกรงขาม ผมคาดเดาหมากกระดานต่อไปไม่ออกจริงๆ.

ชมสารคดี ไสวยังไหว

ไสวยังไหว ก่อนจะกลายมาเป็นหนังสารคดีสั้นต้นแบบของรายการ ภาพชีวิต
เคยเป็นบทความสารคดีที่ ธาตรี ช่างเหล็ก เขียนลงในหนังสือพิมพ์โฟกัสโคราช
ช่วงต้นปี พ.ศ.2550

Proposal รายการทีวี

รายการสารคดี  ภาพชีวิต

ผู้จัดทำ  นาย ธาตรี ช่างเหล็ก
ประเภท  รายการสารคดีมุ่งให้ความรู้และบันเทิง
เป้าหมายหลัก ผู้ชมในจังหวัดนครราชสีมา
ความยาว 20 นาที
 วันที่แพร่ภาพ ทุกวันเสาร์ที่สองและสี่ของเดือน เวลา 11.30 น.

ลักษณะการทำงานและเนื้อหา
เป็นสารคดีที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตผู้คนที่น่าสนใจ หรือข้อคิดเห็นของปัจเจกชนในจังหวัดนครราชสีมา หรือจังหวัดใกล้เคียง ในแต่ละตอนอาจจะมีเนื้อหาต่อเนื่องหรือแยกออกจากกัน ด้านหัวข้อเนื้อหานั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดทำเป็นสำคัญ มีการนำเสนอสารคดีในรูปแบบไม่ตายตัว

โครงสร้างของรายการ
มีโฆษณาพักเบรก 1 ช่วง ความยาวประมาณ 2 นาที

กำหนดการส่งเทปรายการ
กำหนดส่งเทปสตอคล่วงหน้า ก่อนแพร่ภาพในวันเสาร์ที่สองและสี่ของเดือน โดยผู้ผลิตรายการต้องจะส่งเทปรายการล่วงหน้า 1 สัปดาห์ หากมีปัญหาติดขัดในวันส่งงาน ผู้ผลิตรายการต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ลักษณะของเทปรายการ
เป็นแผ่นดีวีดี หรือสื่อบันทึกที่พร้อมเปิดแพร่ภาพได้ทันที หากมีข้อผิดพลาดในตัวผลงาน เช่น ใส่ตัวหนังสือผิด หรือมีภาพไม่เหมาะสม ผู้ผลิตต้องดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อย

มาตรฐานของรายการ
โดยพื้นฐานผู้ผลิตรายการต้องรักษาช่วงเวลาสตอคสำรองอย่างน้อย 1 เทป เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ไปจนถึงเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาลำดับในการแพร่ภาพได้ตามความเหมาะสม

กำเนิด ภาพชีวิต

ผมชื่อ ธาตรี ช่างเหล็ก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในบ้านเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา สาขานิเทศศาสตร์

สมัยเด็กๆผมมีความรักในการดูหนัง และอ่านการ์ตูน เมื่อศึกษาจบระดับอุดมศึกษา ผมก็พยายามเดินตามรอยความฝันนักเขียนการ์ตูน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ผมว่างงานไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี จึงมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งมาชวนผมไปสมัครทำงานที่บริษัทเคเบิลทีวีท้องถิ่น KCTV

เนื่องจากทรัพยากรในบริษัทเคเบิลทีวีท้องถิ่นมีจำกัด ผมจึงได้รับการฝึกฝนการทำรายการสารคดีด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเขียนบท กำกับ ตัดต่อ ด้วยข้อจำกัดในด้านการผลิตและระยะเวลาในการทำงาน ผมรู้สึกสนุกและท้าทายมาก ค้นโคราช เป็นรายการที่ผมทำเลียนแบบรายการ คนค้นคน ของช่อง 9 โมเดิร์นไนน์สมัยนั้น ผมส่ง ค้นโคราช ไปให้รายการ คนค้นคน พิจารณา และในเวลาไม่นานนักผมก็ได้ทำงาน คนค้นคน โดยตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายคือ ช่างตัดต่อรายการ

ถ่ายสารคดี

ทำงานตัดต่อกับ คนค้นคน ไม่นาน ผมก็ลาออก เพราะไม่ถนัดการทำงานในระบบเข้มงวด ออกมาโต๋เต๋อยู่พักหนึ่ง ผมก็ได้มีโอกาสเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ โฟกัสโคราช ที่เพื่อนผมจัดพิมพ์ ในคอลัมน์ชื่อเดียวกับสารคดีที่ผมเคยทำ ค้นโคราช มีอยู่ฉบับหนึ่งที่ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ไสว หรือ เซียนไหว ซึ่งเป็นสามล้อที่มีความน่าสนใจ เขามีความเชื่อว่าตนเองเป็นเอดส์ และสามารถรักษาหายได้ด้วยการกินเอ็มสปอร์ตใส่ยุง ประจวบกับตอนนั้นผมได้เห็นการประกวดขอทุนทำสารคดีของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ผมจึงส่งเรื่องของไสว และผมก็ได้รับทุนมาทำสารคดีเรื่อง ไสวยังไหว

หลังจาก ไสวยังไหว ทำให้ผมมีความมั่นใจในตนเองว่า น่าจะยึดการทำงานรายการสารคดีเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองในบ้านเกิดได้ ผมกลับเข้าไปเสนอโปรเจครายการสารคดีท้องถิ่นที่บริษัทโคราชเคเบิล KCTV อีกครั้ง คราวนี้ผมเอา ไสวยังไหว เป็นเทปเดโม ซึ่งก็ทำให้ผมได้งานตามคาด ผมตั้งชื่อรายการใหม่ว่า ภาพชีวิต เป็นชื่อที่สื่อง่ายๆถึง ภาพเคลื่อนไหว ผมได้ทำงานสารคดีในแบบที่ผมอยากทำ ในเรื่องที่ผมอยากเล่า ตราบจนทุกวันนี้

รายการสารคดี ภาพชีวิต ปัจจุบันผมก็ยังทำรายการในทุกตำแหน่งด้วยตัวคนเดียวเหมือนเดิม ผมไม่รู้ว่าในไทยมีคนทำงานแบบผมอยู่กี่คน ที่ทำคนเดียวทุกอย่าง ถือกล้องวีดีโอออกไป แล้วกลับเป็นรายการสารคดีเสร็จสมบูรณ์ในเวลากำหนด เมื่อก่อนผมทำส่งเป็นรายสัปดาห์ จนไปเป็นรายปักษ์ เผยแพร่ในเคเบิลทีวีท้องถิ่นในโคราช เคซีทีวี และเครือข่ายอื่น จนปัจจุบันก็เป็นเวลา 8 ปีแล้ว

ผมเชื่อว่า ทุกคนสามารถเป็นคนทำงานสารคดี ผลิตสารคดีได้ด้วยเรื่องใกล้ๆตัว โดยไม่ต้องมีทีมงานใหญ่โต อุปกรณ์ที่ใช้ทำงานอะไรก็ได้ที่บันทึกภาพได้ (ผมใช้กล้อง DSLR-Like ยี่ห้อ Panasonic Lumix DMC-FZ100 และกล้องจากโทรศัพท์มือถือ) มีคนที่ทำงานแบบนี้อยู่จริง และเลี้ยงชีพได้ ขอแค่มีความศรัทธาและรักในงาน (ส่วนสาเหตุที่ทำไมผมถึงเลือกทำงานคนเดียว ก็เพราะเรื่องค่าตอบแทนที่น้อยเกินกว่าที่จะต้องแบ่งให้ทีมงานคนอื่น)

การที่ได้ถ่ายชีวิตของคนอื่น ทำให้ผมได้ย้อนกลับมาดูตัวเองเสมอ

boy vintage