แสงสว่างในความมืด

 แม้พิการทางสายตา

แต่จ้อยมีความฝันที่จะทำอัลบั้มเพลงของตนเอง

วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม 2557 จ้อยได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ซึ่งกำลังอาพาธที่วัดป่าสุคะโต และได้รับงานแต่งเพลง “ป่าร้องไห้”  ซึ่งเป็นบทกลอนที่หลวงพ่อคำเขียนได้เขียนเอาไว้เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ จ้อยปัดฝุ่นความฝันของตนขึ้นมาอีกครั้ง

จ้อยไหว้วานเพื่อนที่ขอนแก่นชื่อ อนุชิต สิงห์ทอง (ผู้พิการทางสายตาเช่นกัน) ทำดนตรีขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ โดยคิดราคามิตรภาพเพลงละ 500 บาท ครูฎา(บ้านคณิตฯ) จึงรวบรวมเงินจากกัลยาณมิตร คือกลุ่มรวมพลคนรักลูก คุณนัน (บริษัท คลังอะไหล่ยานยนต์)  คุณเล็ก (ร้านเล็กบรรจุภัณฑ์ สำเพ็งโคราช) สมทบทุนการทำ Backing Track ทั้งหมด 6 เพลง เป็นเงิน 3000 บาท ซึ่งเพลงที่เหลือจากนั้น จ้อยตั้งใจทำเป็น acoustic และอื่นๆ

เมื่อ Backing Track พร้อม ก็มาสู่ขั้นตอนการบันทึกเสียงร้อง แต่เดิมตั้งใจจะทำที่ห้องอัดในชัยภูมิ ตามที่พระอ.โน้สเคยเสนอไว้ แต่ระหว่างที่รอคำตอบอยู่นั้น คุณสมรรถ (บ้านแห่งไหม) ก็คุยกับคุณจ้อยและอยากจะช่วยเหลือ โดยแจ้งว่า หมาก (ลูกชายคุณสมรรถ) สามารถทำการบันทึกเสียงให้ได้ โดยใช้ studio ที่บ้านของคุณสมรรถและลูกชาย (Convoy Art Studio)

joi collage

การบันทึกเสียงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือน ตุลาคม 2557 ที่ Convoy Art Studio และผลงานที่ได้ก็เป็นที่พอใจของจ้อย เพราะกว่าที่แต่ละเพลงจะเสร็จสมบูรณ์ ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนภายใต้ข้อจำกัดหลายครั้ง ขั้นตอนการบันทึกเสียงค่อนข้างใช้เวลายาวนาน ด้วยเหตุที่ทำได้เฉพาะวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนว่างเว้นจากการงาน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละคน จึงทำได้เพียงบางสัปดาห์เท่านั้น

กว่างานจะเสร็จสมบูรณ์ก็เข้าสู่เดือน พฤษภาคม 2558  จากนั้นก็เป็นกระบวนการออกแบบ artwork ปกซีดี และการประชาสัมพันธ์ โดยภาระนี้ตกเป็นของ บอย ธาตรี (รายการภาพชีวิต แพร่ภาพทาง kctv เคเบิ้ลทีวีโคราช) ผู้รับอาสาจัดทำให้เป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์ สุดท้ายก็เป็นการส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าโรงงานปั๊มแผ่น ต้นทุนในการปั๊มแผ่นเป็นเงินทั้งสิ้น 9750 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้รับการช่วยเหลือจาก คุณวิชัย นิลพงษ์ (บริษัท คลังอะไหล่ยานยนต์) มอบให้มาทั้งสิ้น 10000 บาท

บุคคลที่ถูกกล่าวถึงมาข้างต้น และอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในขั้นตอนต่างๆของอัลบั้มเพลงชุดนี้ ล้วนเป็นผู้ที่ได้เคยสัมผัสเรื่องราวชีวิต และ ฝีมือการเล่นดนตรี การร้อง การแต่งเพลงของจ้อย  จึงร่วมเป็นจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยใจหวังว่าอัลบั้มเพลงนี้จะเป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับจ้อย และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้เขาเดินหน้าต่อไปในสายธรรม.

ฟังเพลงของจ้อย

**ปลายเดือนสิงหาคม 2558 รายการภาพชีวิตได้นำเสนอชีวิตจ้อยหลังจากขายซีดีเพลง

บอย

glitch_6

ชื่อ  ธาตรี ช่างเหล็ก (บอย)

ตำแหน่ง  โปรดิวเซอร์,ถ่ายภาพ,ตัดต่อ

เกิด  8 มีนาคม พ.ศ. 2521

สูง 173 cm

น้ำหนัก 60 kg

สีที่ชอบ  กรมท่า,ดำ

อุปนิสัย  เป็นคนสนุกสนาน มีโลกส่วนตัว รักสัตว์

งานอดิเรก  อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย

การศึกษา  นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา,ประกาศนียบัตรนิเทศศาสตร์สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผลงาน

  • คอลัมนิสต์ศิลปะบันเทิง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คนอีสาน (โคราชรายวัน) พ.ศ. 2546 – 2552
  • คอลัมนิสต์นิตยสาร Thick a Seat พ.ศ. 2547
  • โปรดิวเซอร์รายการ ค้นโคราช และรายการธรรมะ ที่ KCTV พ.ศ. 2548
  • เจ้าหน้าที่ตัดต่อรายการ คนค้นคน บ.ทีวีบูรพา พ.ศ. 2548
  • คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โฟกัสโคราช พ.ศ. 2548 – 2549
  • ได้รับทุนทำสารคดีมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เรื่อง ไสวยังไหว พ.ศ. 2550
  • เขียนเรื่องให้การ์ตูนไทย H.O.S (บท/สตอรี่บอร์ด) พ.ศ. 2551 – 2552
  • หนังสั้นเรื่อง กล้วย (มูลนิธิเข้าถึงเอดส์) พ.ศ. 2555
  • ผลิตรายการ ภาพชีวิต สารคดีท้องถิ่น ที่ KCTV ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน

ความสามารถ  เขียนสคริปต์, บทความ, วาดการ์ตูน, ถ่ายภาพ, ถ่ายวีดีโอ ฯลฯ วางแผนและผลิตสื่อ

กำเนิด ภาพชีวิต

ผมชื่อ ธาตรี ช่างเหล็ก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในบ้านเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา สาขานิเทศศาสตร์

สมัยเด็กๆผมมีความรักในการดูหนัง และอ่านการ์ตูน เมื่อศึกษาจบระดับอุดมศึกษา ผมก็พยายามเดินตามรอยความฝันนักเขียนการ์ตูน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ผมว่างงานไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี จึงมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งมาชวนผมไปสมัครทำงานที่บริษัทเคเบิลทีวีท้องถิ่น KCTV

เนื่องจากทรัพยากรในบริษัทเคเบิลทีวีท้องถิ่นมีจำกัด ผมจึงได้รับการฝึกฝนการทำรายการสารคดีด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเขียนบท กำกับ ตัดต่อ ด้วยข้อจำกัดในด้านการผลิตและระยะเวลาในการทำงาน ผมรู้สึกสนุกและท้าทายมาก ค้นโคราช เป็นรายการที่ผมทำเลียนแบบรายการ คนค้นคน ของช่อง 9 โมเดิร์นไนน์สมัยนั้น ผมส่ง ค้นโคราช ไปให้รายการ คนค้นคน พิจารณา และในเวลาไม่นานนักผมก็ได้ทำงาน คนค้นคน โดยตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายคือ ช่างตัดต่อรายการ

ถ่ายสารคดี

ทำงานตัดต่อกับ คนค้นคน ไม่นาน ผมก็ลาออก เพราะไม่ถนัดการทำงานในระบบเข้มงวด ออกมาโต๋เต๋อยู่พักหนึ่ง ผมก็ได้มีโอกาสเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ โฟกัสโคราช ที่เพื่อนผมจัดพิมพ์ ในคอลัมน์ชื่อเดียวกับสารคดีที่ผมเคยทำ ค้นโคราช มีอยู่ฉบับหนึ่งที่ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ไสว หรือ เซียนไหว ซึ่งเป็นสามล้อที่มีความน่าสนใจ เขามีความเชื่อว่าตนเองเป็นเอดส์ และสามารถรักษาหายได้ด้วยการกินเอ็มสปอร์ตใส่ยุง ประจวบกับตอนนั้นผมได้เห็นการประกวดขอทุนทำสารคดีของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ผมจึงส่งเรื่องของไสว และผมก็ได้รับทุนมาทำสารคดีเรื่อง ไสวยังไหว

หลังจาก ไสวยังไหว ทำให้ผมมีความมั่นใจในตนเองว่า น่าจะยึดการทำงานรายการสารคดีเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองในบ้านเกิดได้ ผมกลับเข้าไปเสนอโปรเจครายการสารคดีท้องถิ่นที่บริษัทโคราชเคเบิลทีวี KCTV อีกครั้ง คราวนี้ผมเอา ไสวยังไหว เป็นเทปเดโม ซึ่งก็ทำให้ผมได้งานตามคาด ผมตั้งชื่อรายการใหม่ว่า ภาพชีวิต เป็นชื่อที่สื่อง่ายๆถึง ภาพเคลื่อนไหว ผมได้ทำงานสารคดีในแบบที่ผมอยากทำ ในเรื่องที่ผมอยากเล่า ตราบจนทุกวันนี้

รายการสารคดี ภาพชีวิต ปัจจุบันผมก็ยังทำรายการในทุกตำแหน่งด้วยตัวคนเดียวเหมือนเดิม ผมไม่รู้ว่าในไทยมีคนทำงานแบบผมอยู่กี่คน ที่ทำคนเดียวทุกอย่าง ถือกล้องวีดีโอออกไป แล้วกลับเป็นรายการสารคดีเสร็จสมบูรณ์ในเวลากำหนด เมื่อก่อนผมทำส่งเป็นรายสัปดาห์ จนไปเป็นรายปักษ์ เผยแพร่ในเคเบิลทีวีท้องถิ่นในโคราช เคซีทีวี และเครือข่ายอื่น จนปัจจุบันก็เป็นเวลา 8 ปีแล้ว

ผมเชื่อว่า ทุกคนสามารถเป็นคนทำงานสารคดี ผลิตสารคดีได้ด้วยเรื่องใกล้ๆตัว โดยไม่ต้องมีทีมงานใหญ่โต อุปกรณ์ที่ใช้ทำงานอะไรก็ได้ที่บันทึกภาพได้ (ผมใช้กล้อง DSLR-Like ยี่ห้อ Panasonic Lumix DMC-FZ100 และกล้องจากโทรศัพท์มือถือ) มีคนที่ทำงานแบบนี้อยู่จริง และเลี้ยงชีพได้ ขอแค่มีความศรัทธาและรักในงาน (ส่วนสาเหตุที่ทำไมผมถึงเลือกทำงานคนเดียว ก็เพราะเรื่องค่าตอบแทนที่น้อยเกินกว่าที่จะต้องแบ่งให้ทีมงานคนอื่น)

การที่ได้ถ่ายชีวิตของคนอื่น ทำให้ผมได้ย้อนกลับมาดูตัวเองเสมอ

boy vintage